การนับถือตัวเอง

หลายคนเข้าใจว่า หนังสือ “Everest พาลูกค้นหาความนับถือตนเอง” เล่มนี้ เป็นเรื่องการผจญภัยของพ่อลูกคู่หนึ่ง หรือเป็นเพียงหนังสือที่สอนเทคนิคช่วยให้ลูกมีความเชื่อมั่นเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว “Everest ” เป็นเรื่องราวของความรัก….
ความรักของพ่อผู้ไม่ยอมแพ้
จำได้ว่าตอนอยู่อนุบาลหนึ่ง เบนลูกชายคนเล็กมีปัญหาที่เท้า ทำให้เดินไม่ถนัด วิ่งไม่ทันเพื่อน และหกล้มบ่อยๆ คุณหมอที่ดูแลบอกว่าต้องใส่รองเท้าพิเศษ สมัยก่อนรองเท้าพิเศษไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะหนังแข็ง พอลูกใส่แล้วก็เจ็บเท้าและเลือดออก ในที่สุดพ่อก็บอกว่า “ไม่ต้องใส่หรอก รองเท้าน่ะ เดี๋ยวจะจัดการเอง”
วิธีจัดการของพ่อคือ พาลูกออกวิ่งที่สนามจุ๊บตั้งแต่ตีห้าทุกวัน จนในที่สุดเบนกลายเป็นเด็กวิ่งเก่ง ตอนอยู่อนุบาล 3 ไปวิ่งมินิมาราธอนในการฉลองครบ 80 ปีของสภากาชาดไทยระยะทาง 10 กิโลเมตร วิ่งจนถึงเส้นชัยและได้เหรียญด้วย (เป็นนักวิ่งที่อายุน้อยที่สุด และได้รับเสียงเชียร์ดังลั่น) หลังจากนั้นก็ไปวิ่งแข่งพร้อมพี่ชายอีกหลายครั้ง และได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาฮอกกี้ของโรงเรียนสาธิตจุฬา
แม่เองก็ไม่อยากเชื่อว่า จากเด็กที่วิ่งช้าและหกล้มบ่อยๆ ข้อเท้าไม่แข็งแรง จะกลายเป็นนักกีฬาของโรงเรียน
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะทัศนคติของพ่อที่ว่า เราต้องไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
ช่วงที่พ่อสังเกตว่าจอห์นขาดความเชื่อมั่นและรู้สึกแย่กับหลายสิ่ง พ่อก็วางแผนแก้ไขแบบสุดๆ คือ จะพาลูกไป Base Camp ซึ่งเป็นที่ๆนักปีนเขาจะไปพักเพื่อเตรียมตัวปีนสู่ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ (อันนี้แม่เคยคิดว่า ค่อนข้างจะกล้าบ้าบิ่นไปหน่อย!!) พ่อเอาจอห์นออกกำลังตั้งแต่ตีห้า ตื่นขึ้นมาก็เข้าฟิตเนส พ่อคอยจับเวลาในการวิ่งและว่ายน้ำ พาลูกไปฝึกปีนหน้าผา ฯลฯ พ่อลูกฝึกกันอยู่ร่วมปี แล้วในที่สุดก็ออกเดินทางไปเนปาล
การฝึกตั้งแต่ตีห้าทุกวันไม่ใช่ของง่าย อาศัยความตั้งใจจริงและความมีวินัยในตัวเองอย่างมาก ที่สำคัญ พ่อเองไม่เคยชอบว่ายน้ำ เพราะโดนน้ำทีไรพ่อจามน้ำมูกไหล และเป็นหวัด แต่พ่อก็ลงว่ายกับลูกทุกวัน (หากสั่งให้ลูกทำอะไรสักอย่างแต่พ่อแม่ไม่ทำด้วย รับรองว่า จะให้ลูกทำอย่างต่อเนื่องละก็ เป็นไปได้ยากมาก) การไป trekking ที่หิมาลัยสามสัปดาห์ไม่ใช่ของง่าย ไม่มีไกด์ ไม่มีลูกหาบ ไม่ได้ไปสบายแบบคณะทัวร์เหมือนสมัยนี้ ทั้งคู่ แบกเป้กันเอง ลูก 10 กิโล พ่อ 15 กิโล กลับมาเมืองไทยผอมเห็นซี่โครง
แต่ที่สำคัญยิ่งนอกไปจากความตั้งใจจริงและความมีวินัยแล้ว แม่คิดว่า เป็นเพราะการอุทิศตัวของพ่อนั่นเอง ความรักที่แท้จริงทำให้เราไม่ยอมแพ้ เราอุทิศตัว ยอมลงทุนให้คนที่เรารัก ลูกของเรา สามีหรือภรรยาของเรา พี่ชายและน้องสาวของเรา ไม่ว่ามันจะยากสักแค่ไหนก็ตาม
เราเชื่อในตัวเขา ในความเป็นไปได้ของเขา แม้สถานการณ์ข้างนอกจะดูล้มเหลวก็ตาม
สำหรับเด็กแล้ว ความเชื่อมั่นในตัวเองมาจากการที่รู้ว่ามีใครคนหนึ่งเชื่อมั่นในตัวเขา และเชื่อมากพอที่จะยอมให้เขาเผชิญความยากลำบาก มองดูขณะที่เขาฟันฝ่าอุปสรรค และใจกล้าพอที่จะเห็นเขาต้องหลั่งน้ำตา ดิ้นรนเอง
เด็กๆ ตัองการความรักแบบนี้ แบบ ‘tough love’ ไม่ใช่ความรักที่เอาแต่ชมว่าเก่ง หรือความรักที่ปกป้อง ดูแลและจัดเตรียมให้ทุกอย่างจนกลายเป็นคนอ่อนแอ
วันนี้ไม่ใช่วันพ่อ แต่แม่ขอปรบมือให้ “พ่อ” ฮีโร่ของบ้านเรา