ออทิสติกคืออะไร?

โรคออทิสติกคืออะไร?
ในสหรัฐอเมริกามีคนประมาณ 500,000-1,500,000 คน ที่มีอาการผิดปกติแบบออทิสติก นับว่าโรคออทิสติกเป็นหนึ่งในความผิดปกติทางพัฒนาการที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบัน
โรคออทิสติก (AUTISTIC DISORDER) หรือออทิซึ่ม (AUTISM) เป็นความผิดปกติของสมองแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก
คำว่า autism มีรากศัพท์มาจากคำว่า autos ในภาษากรีก ซึ่งแปลว่า “ตนเอง” (self) คำนี้หมายถึง การอยู่ในโลกของตนเองหรือการหนีไปจากความเป็นจริง การ เรียกชื่อโรคนี้ว่า autism หรือ autistic ก็เพราะผู้ป่วยจะมีอาการไม่สนใจผู้คนรอบตัวราวกับมีโลกของตนเอง
สมองที่ทำงานผิดปกติจะแสดงอาการออกมาใน 3 ด้านใหญ่ๆ
- ความผิดปกติทางสังคมและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
- ความผิดปกติทางภาษาและการสื่อสาร
- ความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรม
1. ความผิดปกติทางสังคมและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
เด็กออทิสติกจะมีพัฒนาการทางสังคมที่บกพร่องค่อนข้างมาก โดยจะแสดงอาการได้หลายแบบดังนี้
- ไม่มีการตอบสนองทางสังคมหรือไม่ค่อยมีปฏิกิริยาต่อผู้คนเหมือนเด็กปกติ
- เรียกชื่อแล้วไม่ตอบสนอง พ่อแม่มักเล่าว่าลูก “ไม่หันตามเสียงเรียก”
- ไม่ค่อยสบตา หลีกเลี้ยงไม่ยอมมองตา บางรายมองทางหางตาหรือเอา
- มือปิดตาไม่ยอมมองคน
- ไม่มีความสนใจร่วมกับผู้อื่น (ไม่มี shared attention) เช่น จะไม่เข้าไป ร่วมดูสิ่งสนุกๆ
กับพี่น้องหรือชี้ชวนให้พ่อแม่ดูสิ่งที่ตนสนใจ - ไม่สามารถแบ่งปันทางอารมณ์กับผู้อื่น พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่เล่าความรู้สึก
- นึกคิดให้ผู้อื่นรับรู้หรือไม่ขอความช่วยเหลือทางอารมณ์จากผู้อื่น เช่น ไม่เข้าหาผู้ใหญ่เวลาร้องไห้ แต่จะยืนร้องอยู่คนเดียว
- ไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น
- ห่างเหินไม่เข้ามาคลุกคลีกับพ่อแม่ ในตอนเล็กๆ จะมีลักษณะไม่โผเข้าหา พ่อแม่ ไม่ยอมให้อุ้ม
ไม่เข้ามาคลอเคลียแสดงความรัก - ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับเด็กอื่น มักจะไม่มีเพื่อน
- ชอบอยู่คนเดียว พ่อแม่มักเล่าว่าลูกชอบเล่นคนเดียว ไม่ยอมเล่นกับเพื่อน
- สนใจสิ่งของมากกว่คน หากเด็กออทิสติกอยู่ในห้องที่มีคนนั่งอยู่ด้วย เขาจะไม่สนใจคน ไม่ทักทาย ไม่เข้าไปหา
แต่จะนั่งเล่นอยู่ตามลำพังราวกับ ไม่มีคนอยู่ในห้อง หากสนใจคนก็ไม่ได้สนใจจริงๆ แต่สนใจสิ่งของที่อยู่บน คนนั้นมากกว่า เช่น แว่นตา ลวดดัดฟัน ฯลฯ - เด็กมักทักทายผู้คนแบบ แปลกๆ เช่น เข้ามาดมกลิ่น มาดึงแว่นตา จ้องที่ฟัน
- เอามือมาแตะตัว ฯลฯ บางรายเป็นแบบไม่กลัวใคร เข้ามาหาคนแปลกหน้าเหมือนคนคุ้น เคยหรือชอบให้ทุกคนอุ้ม
2. ความผิดปกติทางภาษาและการสื่อสาร
เด็กออทิสติกร้อยละ 80 จะมีปัญหาทางภาษาและการสื่อสารอย่างรุนแรงดังนี้
- พูดช้าหรือพูดไม่ได้เลย (ในที่นี้หมายถึงพูดภาษาปกติ)
- ไม่สามารถเริ่มต้นบทสนทนากับผู้อื่นได้
- ไม่สามารถต่อบทสนทนากับผู้อื่น เช่นพูดกันไปคนละเรื่อง
- เงียบ ไม่พูดกับใคร
- มีคำศัพท์เฉพาะตัวหรือมีภาษาแปลกๆ ที่เป็นภาษาเฉพาะของเด็กเองและ ผู้อื่นฟังไม่เข้าใจ
- พูดคำซ้ำๆ ซากๆ เช่น อาจพูดคำโฆษณาในโทรทัศน์ซ้ำๆ
- สื่อสารโดยใช้ท่าทางไม่เป็น (แตกต่างจากเด็กหูหนวกซึ่งสามารถใช้ท่าทางสื่อสารได้)
- เมื่อต้องการอะไรจะขอหรือชี้ไม่เป็น แต่จะใช้วิธีดึงมือคนไปที่สิ่งนั้น
- มักพูดเสียงเรียบเฉย ไม่มีระดับเสียงสูงๆ ต่ำๆ แบบคนทั่วไป
- พูดซ้ำประโยคหรือข้อความที่ผู้อื่นพูดด้วย
- ใช้ภาษาในรูปแบบแปลกๆ เช่น ใช้คำโดยที่ไมได้มีความหมายเหมือนที่
- คนทั่วไปใช้กัน มีการสลับตำแหน่งของคำต่างๆ หรือมีโครงสร้างประโยคที่ผิด เช่น
แทนที่จะพูดว่า “หมากัดนุ้ย” กลับพูดว่า “นุ้ยกัดหมา” เป็นต้น - เด็กบางคนมีพัฒนาการทางภาษาดีตามสมควร แต่ก็ไม่เข้าใจความหมาย ที่ลึกซึ้งหรือความหมายเชิงนามธรรม เช่น ไม่เข้าใจคำอุปมาอุปมัยหรือคำ พูดล้อเล่นของเพื่อน และใช้ภาษาไม่ถูกต้องตามกาลเทศะเหมือนเด็กปกติ
3. ความผิดปกติทางอารมณ์และพฤติกรรม
- มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่น้อยเกินไป เช่น เฉยเมย สีหน้าเรียบเฉยเวลาพูดคุย
- บางครั้งมีการแสดงออกทางอารมณ์ที่รุนแรงเกินไป เช่น เวลาโกรธหรือไม่พอใจก็จะร้องกรี๊ดเป็นเวลานาน หรือร้องอย่างโหยหวนผิดธรรมดา
- ชอบทำอะไรซ้ำๆ เช่น โยกตัว โบกมือไปมา ชอบดูโฆษณาทางโทรทัศน์หรือดูการ์ตูนซ้ำๆ
- มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น หมุนตัว เดินเขย่ง วิ่งไปมาอย่างไร้จุดหมาย แต่บางรายอาจชอบนั่งเฉยๆ
- มีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง เช่น โขกหัวหรือกัดแขนตนเอง
- มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างไม่แน่นอน เช่น เด็กบางคนอาจดูคล้ายคนหูหนวกเพราะไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียก ไม่หันมาเมื่อพ่อแม่เรียกแต่พอ เอากุญแจมาเขย่าเบาๆ ข้างหลังเด็กจะหันมาทันที
- ประสาทสัมผัสมีความไวมากเกินไป (hypersensitive) เช่น ไวต่อเสียง ทนเสียงปกติธรรมดา เช่น เสียงสุนัขเห่าหรือเสียงคนปิดประตูไม่ได้จะร้องไห้มากหรืออาละวาดเมื่อได้ยินเสียงดังกล่าว บางคนไวต่อการเคลื่อนไหวหรือการสัมผัสจับต้อง
จะตกใจง่ายต่อสิ่งเร้าบางอย่างและร้องกรี๊ด หรือโวยวายเกินเหตุ - บางกรณีประสาทสัมผัสกลับมีความไวน้อยเกินไป (hyposensitive) เช่นไม่รู้สึกเจ็บปวด แม้เจ็บหรือมีบาดแผลก็ไม่ร้องไห้ ไม่รู้สึกหนาว-ร้อน ไม่รับรู้การสัมผัสของผู้อื่น
- เหินห่างจากผู้อื่น ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว ชอบเล่นคนเดียว
- กลัวของบางอย่างโดยไม่มีสาเหตุ เช่น กลัวตุ๊กตา
- ปรับตัวยาก ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในกิจวัตรประจำวัน เช่น มักทำกิจวัตรตามลำดับเดิม แต่งตัวตามลำดับขั้นเดิม เดินตามเส้นทางเดิมหรือทำตามตารางเดิมทุกวัน ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนที่เคยทำ เด็กจะหงุดหงิดอาละวาด
- ซนมาก อยู่ไม่นิ่ง สมาธิสั้น
มีความผิดปกติในการเล่น กล่าวคือ
- ไม่มีจินตนาการ จะเล่นสมมุติหรือเล่นเลียนแบบไม่เป็น เช่น เล่นขายของไม่เป็น สมมุติตุ๊กตาเป็นพ่อ-แม่-ลูกไม่เป็น
- เล่นของเล่นไม่เป็น เช่น เมื่อเล่นรถก็จะเพียงหมุนล้อไปมาหรือเอามาดม หรืออาจถือของเล่นไว้ในมือเฉยๆ
- ชอบเล่นของช้ำซากอย่างไม่มีจุดหมาย เช่นปิดเปิดสวิตซ์ไฟซ้ำๆ ปิดเปิดประตูซ้ำๆ
- ชอบของที่หมุนไปมา เช่น ชอบมองดูพัดลมหมุน
- ชอบเอาของมาเล่นหรือมาดูใกล้ตา
- เล่นเกมที่มีลักษณะโต้ตอบกันไม่เป็น เช่น เล่นจ๊ะเอไม่เป็น
- เล่นร่วมกับเด็กอื่นไม่เป็น ไม่เข้าใจวิธีการเล่นที่เป็นกติกาหรือกฎ เกณฑ์
แนะนำอ่านหนังสือ “ช่วยลูกออทิสติก” คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อคุณจะได้มีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับโรคออทิสติก และที่สำคัญคือเพื่อคุณจะได้รู้หลักการสำคัญในการช่วยเหลือลูกของคุณให้พัฒนาขึ้นและมีชีวิตได้ใกล้เคียงกับเด็กปกติ พร้อมด้วยเทคนิคกระตุ้นพัฒนาการลูกซึ่งจากการวิจัยพบว่าเป็นวิธีช่วยเหลือที่ดีที่สุดเพื่อให้เด็กได้มีทักษะการสื่อสารและสังคมดีขึ้น
(ตอนนี้หนังสือหมดแล้ว มีเป็น E-Book นะคะ สนใจสั่งซื้อ คลิกที่นี่เลย!)