แม่ดุ พ่อใจดี ลูกมีปัญหา

เมื่อพ่อแม่ไม่เป็นทีมเดียวกัน ลูกจะมีปัญหาแน่นอน
ส่วนใหญ่ที่พบบ่อยๆคือ พ่อกับแม่จัดการเรื่องระเบียบวินัยของลูกคนละแบบ
แม่ดุแต่พ่อใจดี
แม่บอกว่าต้องเข้านอนไม่เกิน 3 ทุ่ม
แต่พ่อบอกว่านอนกี่โมงก็ได้ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย
แม่บอกว่าอย่าซนมาก
พ่อบอกว่าเด็กซนน่ะเด็กฉลาด
แม่บอกว่าเวลากินข้าวต้องนั่งกินให้เรียบร้อย
พ่อบอกว่าตอนผมเล็กๆ ผมก็เป็นแบบนี้แหละ กินไปวิ่งเล่นไป “จะเอาอะไรนักหนากับลูก ยังเล็กอยู่เลย”
บางบ้านตรงกันข้าม แม่ใจดีแต่พ่อดุ
พ่อบอกว่าต้องรู้จักทำอะไรด้วยตัวเอง
แม่บอกว่าช่วยนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก ลูกยังเล็กอยู่
พ่อบอกว่าเรื่องเล็กนิดเดียวไม่ต้องร้องไห้หรอก
แต่แม่ก็เข้าไปปลอบ แถมเช็ดน้ำตาให้ด้วย
ไม่ว่าจะเป็นแบบแรกหรือแบบหลังก็ไม่ดีทั้งนั้น
เมื่อฝ่ายที่ใจดีเห็นอีกฝ่ายดุลูก ก็จะยิ่งสงสาร จะเข้าไปเอาใจลูกมากขึ้น
เมื่อฝ่ายที่ดุเห็นลูกถูกตามใจ ก็จะยิ่งดุมากขึ้นเพื่อควบคุมพฤติกรรมของลูกให้อยู่ในร่องในรอย ฝ่ายที่ใจดีก็จะยิ่งใจดีมากขึ้น
ในที่สุดความแตกต่างของพ่อแม่ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามวันเวลาที่ผ่านไป..บ้านแบบนี้ในที่สุดพ่อกับแม่ก็จะโกรธกัน จากปัญหาการเลี้ยงลูกมาเป็นปัญหาความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ ช่องว่างระหว่างกันก็จะกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนลูกนั้น เมื่อเห็นฝ่ายหนึ่งออกคำสั่ง แต่อีกฝ่ายหนึ่งคัดค้าน ลูกก็จะคิดว่าคำสั่งนั้นไม่สำคัญและจะไม่ปฏิบัติตาม ลูกจะไม่กลัวพ่อ/แม่ที่ดุ เพราะลูกรู้ว่ามีอีกคนนึงที่จะเข้าข้างเขา
พ่อ/แม่ที่ดุก็จะกลายเป็น “ปีศาจ”
ส่วนพ่อ/แม่ที่ใจดีก็จะกลายเป็นนางฟ้าหรือซานตาคลอส
บางครั้งพ่อแม่สลับกันดุ สลับกันใจดี แบบนี้ลูกก็รู้ชัดเจนว่า พ่อกับแม่แบ่งขั้ว บางครั้งเด็กจะเลือกอยู่ขั้วแม่และบางครั้งก็จะเลือกอยู่ขั้วพ่อ ขึ้นอยู่กับว่าขั้วไหนที่เด็กจะพึงพอใจ ขั้วไหนที่จะตามใจเขามากกว่า ขั้วไหนที่เขาจะได้ประโยชน์มากกว่า
เด็กแบบนี้เมื่อโตขึ้นจะไม่ฟังทั้งพ่อทั้งแม่ แต่จะเลือกฟังตัวเองพูดง่ายๆก็คือ ทำตามใจของตัวเอง
อันตรายยิ่งนัก!
ถ้าไม่อยากให้ลูกมีปัญหา
แนะนำบทเรียนออนไลน์ “เลี้ยงลูกใหม่ ปั้นให้ดี” และหนังสือสร้างวินัยให้ลูกคุณ
จะทำให้คุณเข้าใจบทบาทของตนเอง และเข้าใจลูกมากยื่งขึ้น!