เมื่อลูกมีพัฒนาการช้า
หลักสูตรหรือบทเรียนนี้สำหรับสมาชิกรายเดือน และสมาชิกรายปีเท่านั้่น หากท่านเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ท่านสามารถเข้าสู่ระบบได้ตามลิ้งนี้ เข้าสู่ระบบ. หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านสามารถสมัครสมาชิกได้ที่ลิ้งต่อไปนี้ สมัครสมาชิก.
Overview
ผู้สอน : ศ.พญ. อุมาพร ตรังคสมบัติ
ระยะเวลา : 13.15 นาที
คำอธิบาย : พ่อแม่ควรสังเกตว่าลูกพัฒนาไปตามขั้นตอนหรือไม่ หากรู้สึกว่าลูกมีพัฒนาการช้า ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรไปปรึกษาแพทย์ ในวีดีโอ อาจารย์อุมาพร อธิบายถึง เทคนิค 3 ข้อ ที่ จะช่วยให้เด็กพัฒนา ไปได้เร็วขึ้น
เหมาะกับ : ครอบครัวที่มีแม่บ้าน
Transcript
มีผู้ปกครองหลายคนไม่รู้ว่า ลูกของตัวเองมีปัญหาพัฒนาการนะคะ หรือว่าบางคนก็อาจจะรู้ แต่ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ คำว่ามีปัญหาพัฒนาการหมายความว่า เด็กพัฒนาไปช้ากว่าเด็กอื่นๆนะคะ ในระดับอายุหนึ่งๆควรจะต้องมีความสามารถ ที่จะทำบางสิ่งบางอย่างได้ เช่น กล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวได้ดี ภาษาที่พูดออกมาได้ดีพอนะคะ หรือการคิดวิเคราะห์อะไรบางสิ่งบางอย่างได้นะคะ ในเด็กที่พัฒนาการช้าเขาจะทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ ช้ากว่าเพื่อนๆในอายุรุ่นราวคราวเดียวกันคะ ถ้าผู้ปกครองหัดสังเกตลูกดูก็จะสามารถ เหมือนกับประเมินคร่าวๆได้นะคะ ว่าลูกของเราช้าหรือเร็วเมื่อเทียบกับเด็กคนอื่น หรือลองเปรียบเทียบกับพี่ๆน้องๆ ที่อยู่บ้านเดียวกัน หรือในเครือญาตินะคะ หากคุณ มองดูแล้วรู้ว่าลูกมีปัญหาพัฒนาการช้า ขอให้คุณมาพบแพทย์นะคะ เพราะว่าการที่ปล่อยทิ้งเอาไว้ แล้วคิดว่าเดี๋ยวลูกจะตามได้ มีภาษาไทยที่เราเรียกกันว่า ม้าตีนปลายว่า ตอนแรกๆยังทำอะไรได้ไม่ดีพอ เดี๋ยวปล่อยเอาไว้พออายุมากขึ้นก็จะทำได้ดี จริงๆอันนั้นไม่แนะนำนะคะ เหตุผลที่ไม่แนะนำเพราะว่า เวลามีปัญหาพัฒนาการ มันบ่งบอก ถึงว่าสมองทำงานได้ไม่ครบถ้วนไม่สมบูรณ์พอ แล้วการที่เราช่วยเหลือ ให้มีการพัฒนาที่ถูกต้อง โดยการกระตุ้นสมองให้ทำงานได้ดีพอ มันจะต้องเกิดขึ้นในตอนที่เด็กอายุน้อยๆ ที่สมองยังมีการเติบโต แล้วก็ เขาเรียกว่า compensate หรือว่าทำงานทดแทน ในส่วนที่ทำได้ไม่ดีพอนะคะ เพราะฉะนั้นสำคัญมากที่ว่า เราจะต้องคอยดูว่าลูกของเราพัฒนา หรือทำอะไรได้เท่าๆกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันหรือป่าว ถ้าคิดว่าช้า ควรจะมาพบแพทย์เพื่อให้ประเมินว่า มีปัญหาอะไร ที่จะจัดการแก้ไขได้ เพราะว่าหลายครั้งจะมีปัญหาหรือโรคบางอย่าง
ที่ให้การรักษาได้แล้วก็จะได้พัฒนาไปได้
ตามที่ควรจะเป็นนะคะ ที่นี้สมมุติว่าเราพบว่าลูกเราพัฒนาการช้า ไม่ว่าจะเป็นจากภาวะอะไรก็ตาม หรือสมองมีปัญหาใดก็ตาม อาจารย์อยากจะแนะนำเทคนิค 3 อย่าง ที่ง่ายๆนะคะ ที่จะช่วยให้ลูกพัฒนาไปได้เร็วพอนะคะ เทคนิคทั้ง 3 อย่างนี้ มันเป็นวิธีการกระตุ้น ให้สมองทำงานได้ดีขึ้น เพื่อจะได้เติบโต แล้วก็ทำงานทดแทนในส่วนที่มีปัญหานะคะ อันแรกก็คือการออกกำลังคะ การออกกำลังเป็นอะไรที่สำคัญมากเลยคะ มันเป็นวิธีธรรมชาติที่จะกระตุ้นให้สมองพัฒนาไปได้ดีนะคะ เดี๋ยวนี้ในวงการแพทย์ถือว่าการออกกำลังกายเป็น คล้ายๆเป็นยาชนิดหนึ่งนะคะ มีการแนะนำว่า เมื่อคนไข้มาหา ให้เขียนใบสั่งยาว่า ออกกำลังกาย นะคะ เป็นใบสั่งยาอันนึง ออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะดีนะคะ โดยทั่วไปสำหรับเด็ก ทางสมาคมกุมารแพทย์ของสหรัฐอเมริกาก็ได้ให้คำแนะนำว่า น่าจะเป็นอย่างน้อย 30 นาที ต่อวันนะคะ หรืออย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ใน 30 นาทีนี้ทำอะไรบ้าง จริงๆพ่อแม่หลายคนอาจจะบอกว่า เขาเล่นปีนป่ายเยอะแยะแล้ว เท่ากับการออกกำลัง แต่จริงๆคิดว่ามันไม่ใช่นะคะ เล่นปีนป่ายบางทีก็ ถ้าเด็กมีปัญหาพัฒนาการเด็กก็มักจะมีอาการสมาธิสั้น ซนอยู่ไม่นิ่ง อย่างนั้นไม่ได้เรียกว่าออกกำลังกาย คุณควรจะให้ลูกได้ออกกำลังการจริงจัง เช่น วื่ง ว่ายน้ำนะคะ ตีแบด หรือไม่ก็เด็กเล็กๆก็อาจจะขี่จักรยานนะคะ แล้วควรจะทำในที่ๆเป็นธรรมชาตินะคะ เพื่อเด็กจะได้รับแสงแดด แสงแดดก็จะทำให้ได้รับวิตามินดีด้วยใช่มั้ยคะ เด็กได้อยู่ในท่ามกลางธรรมชาติ มีต้นไม้สีเขียว เด็กได้เคลื่อนไหวในที่กว้างหน่อย อันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นนะคะ การออกกำลังกายจะทำให้ การใช้กล้ามเนื้อของเด็กแข็งแรงขึ้น มีการประสานงานที่ดีพอนะคะ และนั่นจะเป็นพื้นฐานของการที่เด็กจะเคลื่อนไหวได้ดี หยิบจับของ และก็ทำงานต่างๆได้ดีขึ้นด้วยนะคะ แต่ที่สำคัญมากก็คือ มีการศึกษาพบว่า ถ้าได้มีการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เซลล์สมองก็จะเติบโตดี ใยประสาทก็จะมีการเชื่อมโยงกันได้ดีพอ ความสามารถของเด็กจะมีการพัฒนาไปด้วยคะ อันที่ 2 ที่จะต้องทำก็คือ การหัดการช่วยเหลือตัวเอง จริงๆแล้วอันนี้ก็ได้พูดไว้ในคลิปอันอื่นแล้วนะคะ ในเรื่องของการช่วยเหลือตัวเอง แต่สำหรับเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการช้า จำเป็นมากๆเลยนะคะ เพราะว่าการที่เด็กหัดจัดการอะไรด้วยตัวเอง มันจะสร้างความรู้สึกว่าฉันเป็นคนเก่งพอ อย่าลืมนะคะว่าลูกที่มีปัญหาพัฒนาการช้า เมื่อเขาเริ่มโตขึ้นเขาจะรู้สึกว่าเขาด้อยกว่าเพื่อนคนอื่น เขาจะรู้สึกว่าเขาไม่เก่ง เขาจะขาดความเชื่อมั่น การที่คุณสอนเขาในการที่จะทำบางสิ่งบางอย่าง ที่เกี่ยวกับตัวเขา หรือการจัดการตัวเองให้ดีพอ ให้เก่งพอ เท่ากับเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเขา สร้างประสิทธิภาพในตัวเขา แล้วมันจะทำให้เขารู้สึกว่า พ่อแม่ไว้วางใจเขา ว่า เขาทำได้ พ่อแม่เชื่อในตัวเขานะคะ เด็กก็จะรู้สึกเชื่อในตัวเอง การดูแลตัวเอง ทำงานเกี่ยวกับตัวเองให้ได้ ก็ยกตัวอย่างเช่น หัดแปรงฟันเอง อาบน้ำเอง ในเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยก็อาจจะ ให้ซักถุงเท้าเองนะคะ ซักกางเกงในเอง จัดห้องเอง จัดกระเป๋าเอง ถือกระเป๋าเอง หลายคนคิดว่าลูก กล้ามเนื้อมือไม่ค่อยดี เพราะฉะนั้นถือกระเป๋าให้ เสริฟทุกอย่างให้กับลูกนะคะ นั่นยิ่งทำให้เด็กเหมือนกับเป็นอัมพาตไปเลยค่ะ คือกล้ามเนื้อจะไม่ได้พัฒนานะคะ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากเพราะว่า พอเราหัดให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้น การประสานงานของกล้ามเนื้อจะคล่องแคล่วขึ้น แล้วมันจะนำไปสู่การทำสิ่งต่างๆที่ยากขึ้นได้ด้วยตัวเองนะคะ ประเด็นก็คือผู้ปกครองสงสารลูก บางทีลูกได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นปัญหาทางสมอง ผู้ปกครองก็สงสารและรู้สึกว่า อย่าให้ลูกลำบากเลยช่วยลูกนิดนึง แล้วบางที่ผู้ปกครองเป็นประเภท perfectionist อยากทำทุกอย่างให้ได้ดีพอ คิดว่าอย่าให้ลูกป้อนข้าวเองเลย กินข้าวเองแล้วจะหกเลอะเทอะมาแม่ป้อนให้ หรือลูกช้าผู้ปกครองใจร้อนนะคะ มาจัดการทำให้เสร็จ ในที่สุดเด็กก็จะเรียนรู้ว่า มีคนอื่นทำให้เขา เขาไม่ต้องพยายามทำให้ตัวเองนะคะ อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากหัดการช่วยเหลือตัวเองให้ดีพอนะคะ ขอแถมท้ายนิดนึงนะคะ มีผู้ปกครองหลายคนไม่อยากให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง หรือว่าไม่อยากให้ลูกทำงานบ้าน ก็เพราะว่ากลัวว่าจะเกิดความเสียหาย ยกตัวอย่างเช่น ที่บ้านใช้แก้วสวยๆ ผู้ปกครองก็คิดว่าอย่าให้ลูกล้างแก้วเลย เพราะว่าเดี๋ยวแก้วจะแตก หรืออย่าให้ลูกหยิบแก้วน้ำรินน้ำกินเองเลยเพราะว่าแก้วจะแตก เราก็อย่าให้อันนี้เป็นอุปสรรคนะคะ เราก็เปลี่ยนแก้ว เด็กๆที่พัฒนาการช้า กล้ามเนื้อมืออาจจะไม่ค่อยดีทำของหล่นง่ายจริงนะคะ เราก็เปลี่ยนเป็นพลาสติกนะคะ เมื่อคุณใช้แก้วพลาสติกจานพลาสติก มันก็จะทำให้คุณสบายใจขึ้น มันก็ไม่มีอันตรายของไม่ตกแตก อันนี้ก็จะเป็นการฝึกให้เด็กจัดการช่วยเหลือตัวเองได้ดีขึ้น อีกอย่างนึง ขอยกตัวอย่างบ้านนึงที่ คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าไปในห้องน้ำแล้วก็ช่วย ในการเปิดฝักบัวนะคะ แล้วก็เลยต้องมาช่วยลูกอาบน้ำไปด้วย เหมือนกับว่าทำให้มันเสร็จๆไป ในที่สุดลูกก็ไม่หัดอาบน้ำเองนะคะ คือ เหมือนกับว่ารอว่าเดี๋ยวพ่อแม่จะมาทำให้ ปัญหาของบ้านนี้คือ ที่เปิดปิดฝักบัวเนี่ยนะคะมันอยู่สูง เกินมือเอื้อมของลูก พ่อแม่ก็เลยคิดว่าไปทำให้ก็แล้วกัน เดี๋ยวถ้าลูกเขย่งหรือว่าไปเปิดฝักบัวเองมันทำไม่ได้ วิธีแก้ก็ง่ายนิดเดียวคะ คุณก็มีเก้าอี้ตัวเล็กๆให้เด็กปีนขึ้นมา แล้วก็ได้ขยับฝักบัวเองนะคะหมุนก็อกเอง หรือไม่ก็ถ้าเกิดอยากจะทำถาวร เพราะคิดว่ากล้ามเนื้อมือของลูกไม่ค่อยดี มันจะทำให้ขยับก็อกไม่ได้ คุณก็เปลี่ยน ก็อกที่มันเป็นลักษณะที่มันง่ายพอสำหรับลูก เช่นเป็นคันโยกนะคะ เด็กก็จะได้ มีการจัดการช่วยเหลือตัวเองได้ดีพอนะคะ เวลาเป็นพ่อแม่เนี่ย เราต้องหัดมี เราเรียกว่าความคิดสร้างสรรค์นะคะ ความคิดสร้างสรรค์นี่หมายความว่า เมื่อมีอุปสรรคอะไร ที่จะทำให้ลูกไม่ได้พัฒนาไป คุณก็ต้องคิดว่า คุณจะแก้มันยังไง คุณจะเอาอะไรมาแทน คุณจะปรับเปลี่ยนยังไง จริงๆถ้าคิดให้ดีนะคะ ก็เป็นงานที่สนุกนะคะ ที่จะเอาชนะปัญหาอุปสรรคที่มีในชีวิตของลูก ทำให้มันเป็นอะไรบางอย่างที่เขาทำได้ แล้วเขารู้สึกดีและมั่นใจคะ อันที่ 3 คือหัดทำงานบ้านคะ งานบ้านนี้เป็นสิ่งที่จะพัฒนาสมองนะคะ พัฒนายังไง พัฒนาในด้านของการที่จะทำอะไรที่เป็นขั้นตอน งานบ้านเนี่ยมันไม่ใช่ทำง่ายๆนะคะ เราต้องรู้จักว่าขั้นตอนเป็นยังไง แล้วเราต้องหัดวางแผน ต้องหัดคิดวิเคราะห์ ยกตัวอย่างเด็กคนนึงจะกวาดบ้าน เขาก็ต้องรู้ว่าเขาจะต้องไปหยิบไม้กวาด ไม้กวาดอยู่ที่ไหนละ เขาก็ต้องไปตามหา เอาละ ได้ไม้กวาดมาเขาควรจะกวาดยังไง กวาดซ้ายไปขวาขวาไปซ้าย หรือกวาดในทิศทางลมยังไงนี่เป็นสิ่งที่จะต้องคิด ถ้าเขากวาดบ้านแล้วลมพัดมา อ้าวที่กวาดเอาไว้กระจาย เขาก็ต้องคิดแล้วว่า ตกลงเขาจะกวาดบ้านในทิศไหนกันแน่ หรือสมมุติผู้ปกครองจะหัดให้เขาช่วยทำกับข้าวนะคะ เขาก็ต้องมีการวางแผนว่า เขาจะต้องไปเอาเขียงมา เขาจะต้องเอาไข่มา แล้วจะตอกใส่อะไร ถ้าตอกใส่จานแบนๆไข่หกนะคะ ก็ต้องตอกใส่ถ้วยที่มันสูงขึ้นมีขอบนิดหน่อย อันนี้เป็นสิ่งที่เรจะได้สอนลูกให้คิด วางแผนทำอะไรเป็นขั้นตอนนะคะ แต่สิ่งที่สำคัญมากก็คือ การที่เด็กจะรู้สึกว่า เขาเก่งนะคะ เด็กๆที่มีปัญหาพัฒนาการช้าเนี่ย จำเป็นจะต้องสร้างความรู้สึกว่า ฉันเป็นคนเก่ง ฉันทำได้ ฉันไม่ได้แย่ไปกว่าเพื่อนๆ ฉันมีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพที่สำคัญมากคือ ประสิทธิภาพในการจัดการตัวเอง และประสิทธิภาพในการทำสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็คือการทำงาบ้านนั่นเองนะคะ คุณต้องหัดให้ลูกรู้จักกวาดบ้านบ้าง ถูบ้าน เช็ตโต๊ะบ้างนะคะ ล้างจานบ้างนะคะ ช่วยพ่อล้างรถ ยุคนี้คนชอบเอารถไปให้ที่ร้านใช่มั้ยคะ สะดวกมาเลยจ่ายตังค์ไป แล้วก็รถก็สะอาด แต่รู้มั้ยคะว่าการ ช่วยกันล้างรถที่บ้านเนี่ย เป็นอะไรที่ดีมากสำหรับเด็กๆเลยคะ เด็กได้รู้จักที่จะทำงาน เด็กได้สนุกถ้าทำให้การล้างรถเป็นงานที่สนุก เด็กก็จะติดได้ว่า อ้อ งานนี่มันไม่ใช่ของที่น่าเบื่อ อย่างเราทำให้สนุกก็ได้ เด็กได้รู้จักรับผิดชอบ เพราะว่ามันเป็นรถของที่บ้าน เขาเองเป็นคนนั่ง เขาควรจะหัดทำให้มันสะอาดด้วย เด็กได้ออกกำลังกายในการล้างรถ เด็กได้วางแผน เด็กได้วิเคราะห์ว่า ตกลงจะทำให้สะอาดได้ยังไง ถ้ามีผงซักฟอกติดอยู่ อ้าวจะล้างยังไงให้มันหายไปได้ง่ายๆนะ ตรงกระจกยังไม่สะอาดจะต้องทำยังไง นี่คือการที่สอนให้ลูกรู้จักทำงาน รู้จักทำให้ดี รู้จักที่จะมีความอดทน รู้จักร่วมมือกันนะคะ แต่ผลที่ได้รับ สำหรับเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ จะเป็นอะไรที่ดีมากเลยคะ เพราะลูกจะรู้สึกว่าเขาเก่ง เขาคล่องตัวขึ้น เขาจะมั่นใจขึ้น และหลังจากนั้นเขาก็จะพยายามที่จะทำให้ตัวเขา ก้าวไปข้างหน้า เอาชนะอุปสรรคที่มี ที่มันจะมากกว่าเพื่อนๆในอายุเดียวกัน ที่มีพัฒนาการปกติ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะช่วยให้เด็ก ฟันฝ่าอุปสรรคที่ตัวเองมี และไปถึงดวงดาว ไปถึงเป้าหมายที่เขาตั้งเอาไว้คะ 3 อย่างนะคะ ออกกำลังกาย หัดให้ลูกจัดการตัวเอง แล้วหัดให้ทำงานบ้านคะ เริ่มต้นตั้งแต่เล็กนะคะ แล้วในที่สุดคุณจะพบว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกของคุณดีขึ้นอย่างมาก จนกระทั่ง ปัญหาพัฒนาการช้า ในที่สุดอาจจะไม่เป็นปัญหาอีกเลยคะ
.
Reference
None
Downloadable
เนื้อหาดาวโหลดนี้สำหรับสมาชิกรายปีเท่านั้น หากท่านเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ท่านสามารถเข้าสู่ระบบได้ตามลิ้งนี้ เข้าสู่ระบบ. หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านสามารถสมัครสมาชิกได้ที่ลิ้งต่อไปนี้ สมัครสมาชิก.